เกิดจากเชื้อรา Peronosclerospora sorghi
ลักษณะอาการ
โรคราน้ำค้าง หรือโรคใบลาย สามารถเกิดโรคได้ตั้งแต่ข้าวโพดเริ่มงอก โดยพบจุดเล็กๆ สีเขียวฉ่ำน้ำบนใบอ่อน ต่อมาใบข้าวโพดมีสีเหลืองซีดโดยเฉพาะใบยอด หรือ ใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ ในเวลาเช้ามักพบส่วนของเชื้อรา ลักษณะเป็นผงสีขาวจำนวนมากบนใบ บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝัก หรือมีฝักที่ติดเมล็ดน้อยหรือไม่ติดเมล็ดเลย ก้านฝักมีความยาวมาก หรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ ข้าวโพดอายุ 1-3 สัปดาห์ จะอ่อนแอต่อโรคมาก
ปัจจัย/พื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดโรคราน้ำค้าง
1. เป็นแหล่งที่ในรอบปลูกที่ผ่านมาเคยมีโรคราน้ำค้างระบาด หรือในรอบปลูกปัจจุบันมีข้าวโพดแปลงข้างเคียงเกิดโรคราน้ำค้าง และต้องมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเกิดโรค โดยเฉพาะช่วงหลังปลูกจนถึงข้าวโพดอายุ 3 สัปดาห์ เช่น ฝนตกชุก ความชื้นสูงอากาศเย็น เป็นต้น
2. ข้าวโพดที่ปลูกช่วงปลายฤดูฝน
3. ข้าวโพดที่ปลูกช่วงฤดูแล้งหลังนา ในสภาพที่มีฝนตกชุด อากาศเย็น
การป้องกันกำจัด
- คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 35% DS อัตรา 7-10 กรัม เมทาแลกซิล-เอ็ม 35% ES อัตรา 3.5 มิลลิลิตร ไดเมโทมอร์ฟ 50% WP อัตรา 30 กรัม
- หากใช้พันธุ์การค้าที่แนบสารคลุกเมล็ดมาด้วย ควรคลุกเมล็ดให้ทั่วก่อนปลูก
- หากพบต้นเป็นโรค ให้รีบถอนออกไปทำลายนอกแปลงปลูก
- ปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาด
- พ่นด้วยไดเมโทมอร์ฟ 50% WP อัตรา 20-30 กรัม, เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 30-40 กรัม (อัตราส่วนต่อน้ำ 20 ลิตร) โดยพ่นทุก 7 วัน ทุก 1-2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อข้าวโพดอายุ 5-7 วัน

